วิธีการแก้ปัญหาแท็กซี่ปฎิเสทผู้โดยสารในปัจจุบัน

ปัญหาแท็กซี่ปฎิเสทผู้โดยสารนั้นมีลักษณะสังคม กล่าวคือไม่ใช่เป็นปัญหาในทางกฎหมาย หรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงในทุกส่วนของสังคมเพราะเนื่องด้วยแท็กซี่เป็นบริการสาธรณะที่ได้รับความนิยมและจำเป็นในปัจจุบัน เพราะลักษณะที่ได้เปรียบของบริการแท็กซี่โดยสารไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย หรือการบริการตามความประสงค์ของลูกค้า คือไปตามสถานที่ที่ลูกค้าต้องการที่จะไป ผลที่ตามมาจากที่แท็กซี่มีความใกล้ชิดกับคนในสังคมก็คือปัญหาด้านความปลอดภัยทั้งตัวแท็กซี่เองและผู้โดยสาร หรือปัญหาในความสะดวกที่เป็นเป้าหมายใหญ่ของการมีแท็กซี่แต่ปัจจุบันแท็กซี่ขาดความตระหนักถึงเรื่องนี้ทำให้มีปัญหาการปฎิเสธรับผู้โดยสารเกิดขึ้น นำไปสู่ปัญหาอื่นที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจราจรที่ติดขัดเนื่องจากไม่สามารถระบายผู้โดยสารจากจุดที่รถติดออกไปได้รวมถึงปัญหาการจอดชะลอตัวของรถที่เป็นสาเหตุหลักของการจราจรติดขัดในปัจจุบัน หรือปัญหาการทะเลาะวิวาทจากความไม่พอใจของผู้โดยสารที่มีต่อผู้โดยสารเมื่อมีการปฎิเสทบ่อยๆติดกันหลายคัน เป็นต้น เช่นนี้จากที่กลุ่มของเราได้ลงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นบริเวณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอชิต สยาม ที่มีการแจ้งปัญหาแท็กซี่ปฎิเสทผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก กองบัญชาการตำรวจจราจร(บก.จร.) ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวตามพ.ร.บ.จราจร และกรมขนส่งทางบก ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวตามพ.ร.บ.รถยนต์ จึงสรุปปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาจากการศึกษาได้ดังนี้

ข้อยกเว้นในกรณีแท็กซี่ปฎิเสทผู้โดยสารไม่ยืดยุ่นไปตามข้อเท็จจริง กล่าวคือไม่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติการฟังเหตุผลของแท็กซี่ที่ปฎิเสทผู้โดยสารประกอบการสินใจว่าจะลงโทษหรือไม่ เพียงแต่มีดุลพินิจว่าจะลงโทษมากน้อยเท่าใด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเหตุที่ต้องปฎิเสธที่ฟังดูมีเหตุผลก็มีอยู่ไม่น้อยจึงควรให้ดุลยพินิจแก่เจ้าหน้าที่ปรับใช้อย่างเหมาะสมด้วยในเรื่องของคุณภาพของขนส่งสาธารณะ กล่าวคือแท็กซี่เป็นขนส่งสาธารณะอย่างหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษในเส้นทางการให้บริการที่กำหนดเป็นลักษณะเขตพื้นที่ตามใบอนุญาตที่ออกมา และทั้งยังมีค่าบริการที่สูงกว่าขนส่งรูปแบบอื่นเนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องความสะดวกสบายที่มีมากกว่าขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น เช่นนี้คุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ความปลอดภัย ความพึงพอใจ และความสะดวกสบาย ดังนั้นจึงต้องมีมาตราการณ์ควบคุมคุณภาพของแท็กซี่ไม่ว่าจะเป็น การให้ใบอนุญาตที่ต้องมีมาตรฐานที่สูงและมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดมีมาตราการณ์บังคับที่จริงจังในการได้มาและเสียไปซึ่งใบอนุญาต และหากเสียสิทธิในเรื่องคุณภาพคือถูกเพิกถอนแล้วไม่ควรให้บุคคลนั้นได้รับใบอนุญาตนี้เลยจึงจะเป็นวิธีควบคุมที่ได้ผล

คนส่วนใหญ่ที่ตกงานหรือว่างจากอาชีพที่ตนเองทำก็จะหันมาขับแท็กซี่

TAXI คือ รถบริการที่คนในกรุงเทพมหานครใช้บริการมากพอสมควร ซึ่งทุกวันนี้เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าแท็กซี่ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการโดยสารที่สะดวก รวดเร็ว แถมยังมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงจากข้อมูลปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีแท็กซี่ในระบบ 100,000 คัน แต่วิ่งให้บริการจริง 80,000 คัน และจากข้อมูลการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ณ วันที่ 31 มกราคม 2555 พบว่า มีจำนวนรถแท็กซี่ทั้งสิ้น จำนวน 99,375 คัน เป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคล จำนวน 23,757 คัน และรถแท็กซี่นิติบุคคล จำนวน 75,618จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่ารถแท็กซี่ที่มีอยู่ใน กทม.นั้นค่อนข้างมีจำนวนมาก คำถามที่ทุกกคนให้ความสนใจ คือปริมาณของ TAXI อยู่ในขนาดที่เหมาะสมหรือยัง ซึ่งนอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของปริมาณรถ TAXI แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์คือ คุณภาพการให้บริการ เช่น การเลือกให้บริการ การส่งไม่ถึงที่ ร่วมถึงการกระจุกตัวของ TAXI ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์การค้า เป็นต้น

ณ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่ตกงานหรือว่างจากอาชีพที่ตนเองทำก็จะหันมาขับแท็กซี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมากหากคุณจะทำอาชีพนี้ จริงๆ แล้วต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าอู่แท็กซี่บางแห่งไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ บางแห่งก็ไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้และที่สำคัญอู่รถแท็กซี่นั้นได้มีการขยายและเพิ่มมากขึ้น และมีรถแท็กซี่ให้เช่ามากมาย โดยไร้การการควบคุมในเรื่องปริมาณ  ต้องยอมรับว่านอกจากจำนวนรถทั่วไปที่วิ่งไปมาแล้ว แท็กซี่ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้รถติด ประมาณว่าใครอยากขับก็ขับ การควบคุมในเรื่องแบบนี้ไม่ได้ทำแบบจริงจัง แน่นอนว่าหากมองไปตามท้องถนน กทม.ในช่วงเวลาปกตินั้นนอกจากกลางคืนแล้วเกือบทุกๆ 1-2 นาที เราจะเห็นแท็กซี่วิ่งผ่านไปมาตลอด นำมาซึ่งการขับขี่ที่ไร้ระเบียบการแย่งรับผู้โดยสารบ่อยครั้งมักเกิดอุบัติเหตุให้เห็นปัญหาอีกเป็นคือเรื่องคุณภาพของการให้บริการของแท็กซี่ สถิติในช่วงเดือน ต.ค. 54–ก.ย. 55 และ ช่วงเดือน ต.ค. 55 – เม.ย. 56 มีการร้องเรียนเข้ามา 20,162 ราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ส่งไม่ถึงจุดหมายปลายทางหรือจะเป็นการพาผู้โดยสารไปในเส้นทางที่อ้อม ขับรถในลักษณะประมาทหรือน่าหวาดเสียว ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร ใช้รถอุปกรณ์ส่วนควบไม่ถูกต้อง(มิเตอร์เดินเร็ว,ติดฟิล์ม) เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตรา เรื่องอื่นๆ(เช่น การแต่งกาย,สูบบุหรี่) ตามลำดับ

รู้เท่าทันแท็กซี่

ในสังคมยุคปัจจุบันประชากรหรือคนไทยนี้หันออกมาขับแท็กซี่กันมากจนหลายๆครั้งเรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวแท็กซี่จนกลายเป็นเรื่องที่ชินหูคนบ้านเราไปแล้ว แต่ในวันนี้เราจะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาบอกเล่าให้แก่คุณผู้อ่านในเรื่องง่ายๆจนบางเรื่องที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ก็อาจจะมีผลต่อราคาค่าโดยสารแบบที่ท่านต้องประหลาดใจกันเลยทีเดียวกับ “รู้เท่าทันแท็กซี

001

ก่อนอื่นเราจะเริ่มจากการสังเกตรถแท็กซี่กันก่อนเลยตั้งแต่ภายนอกบางคนก็เกิดข้อสงสัยว่าทำไมภายนอกรถจะมีอะไรก็รถปกติดีสิ่งที่จะบอกก็คือให้สังเกตในส่วนของล้อแท็กซี่หากล้อแม็กใหญ่กว่าปกติแล้วตัวยางออกมานอกตัวถังรถนั่นก็หมายความว่ารถคันนั้นมิตเตอร์จะขึ้นเร็วกว่าเดิมนิดหน่อยเพราะมิตเตอร์จะขึ้นได้เกิดจากไฟที่เกิดจากการวิ่ง เช่น เราได้เดินทางจากสามเสนไปยังเจริญนคร 45 โดยใช้รถแท็กซี่ที่มีขนาดล้อธรรมดาราคาจะอยู่ที่ประมาณ95-100 บาท แต่เมื่อเดินทางด้วยรถแท็กซี่ที่มีขนาดล้อใหญ่กว่าตัวถังราคาก็จะสูงขึ้นมากว่าเดิมประมาณ15-20บาท นั่นหมายความว่าราคาจะขึ้นมาประมาณ120 บาท และอีกหนึ่งข้อสังเกตที่เราสามารถสังเกตได้ง่ายๆเวลาเราไปนั่งแท็กซี่คือในมิตเตอร์จะมีบอก 3 อย่าง คือ 1.ราคา 2.ระยะทาง 3.เวลาที่หยุด ซึ่งทั้ง 3 ช่องจะมีจุดเล็กที่จะกระพิบในเวลาวิ่งอยู่คือถ้ารถจอดจุดในช่องเวลาก็จะกระพิบแต่ถ้ารถวิ่งจุดในช่อง ราคาและระยะทางก็จะกระพิบ หากเกิดการกระพิบทั้ง3ช่องไม่ว่ากรณีใดกรณีหนึ่งก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีโอกาสจะโดนโกงได้ แต่หลักๆให้สังเกตจุดในช่องราคาไว้หากรถหยุดจุดในช่องราคาต้องไม่กระพิบนั่นเอง