3 แอพเรียกแท็กซี่ EasyTaxi, GrabTaxi และ Uber

ปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร, มารยาทแย่, ขับขี่ไม่ปลอดภัย, และหนักสุดคือทำตัวเยี่ยงโจร เป็นปัญหาคาราคาซังที่ผ่านมานานหลายปีผ่านไปก็ไม่มีหน่วยงานใดสามารถจัดการได้ แถมล่าสุดเล็งขอขึ้นค่าโดยสารขึ้นอีกโดยยังไม่เห็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพของผู้ขับขี่อย่างเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก ซึ่งวันนี้สมาร์ทโฟนที่พวกเราถืออยู่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จึงอยากขอเชิญชวน เพื่อนๆร่วมด้วยช่วยจบปัญหาแท็กซี่ไร้คุณภาพกับ 3 แอพเรียกแท็กซี่ EasyTaxi, GrabTaxi และ Uber กัน

ทำไมต้องใช้แอพเรียกแท็กซี่
ไม่ปฎิเสธผู้โดยสาร กดเรียกแล้วมารอรับถึงที่
แสดงความคิดเห็นหลังใช้บริการได้ มารยาทดีไม่ดี ขับขี่ไม่ปลอดภัย เรารู้ได้หมด
รู้ตัวคนขับ มีประวัติชัดเจน ติดตามกรณีของหายได้
จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต(เฉพาะบางแอพ) หมดปัญหาเงินทอนไม่มี
โปรโมชั่นส่วนลดเพียบ!

ในปัจจุบันนี้มี 3 แอพที่กำลังทำตลาดในเมืองไทยอย่างเมามันส์คือ EasyTaxi, GrabTaxi และ Uber ซึ่งผมได้ลองทำตารางเปรียบเทียบค่าบริการและความสามารถของแต่ละอันมาให้ดูกันนะครับ ถ้าข้อมูลส่วนไหนผิดหรืออยากให้เพิ่มตรงไหน บอกได้

EasyTaxi & GrabTaxi : บริการจะคล้ายกันมาก ปกติจะเจอแท็กซี่รับทั้งสองแอพนี้ในเวลาเดียวกัน EasyTaxi จะคิดค่าเรียกถูกกว่าเล็กน้อย แต่ GrabTaxi จะทำตลาดดุกว่ามาก และมีแคมเปญการตลาดพร้อมโปรโมชั่นส่วนลดเพียบ
*EasyTaxi แม้มีระบบการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต แต่เหมือนว่าจะยังไม่มีแท็กซี่ในไทยรองรับ
GrabTaxi : เปิดรับชำระค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิตจากความร่วมมือกับธนาคารกสิกรแล้ว

Uber Black : บริการแท็กซี่แบบลิมูซีน เอารถป้ายเขียวมาวิ่งรับผู้โดยสาร พบรถกันขั้นต่ำก็ Camry Accord หรือไปสุดที่ Mercedez หรือ BMW กันเลยทีเดียว แต่ค่าบริการก็จะแพงกว่าปกติพอสมควรเช่นกัน และรถมีไม่มากนัก

Uber X : บริการแท็กซี่โดยใครๆก็สมัครทำได้ หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นรถทะเบียนขาว-ดำ ที่พวกเราขับกันทั่วไปเนี่ยแหละ มีตั้งแต่ toyota vios-altis ค่าบริการช่วงแนะนำจะถูกว่าแท็กซี่ทั่วไป แต่ต่อไปยังไม่ทราบ แต่บางคนก็เป็นห่วงคือความปลอดภัย เพราะเป็นใครที่ไหนมาขับก็ไม่มีใครรู้

5Uber X เป็นบริการที่เปิดให้บริการมาแล้วในหลายประเทศและเกิดปัญหามากมาย…ไม่ใช่ว่าผู้ใช้ร้องเรียนในความปลอดภัยนะ แต่เป็นคนขับแท็กซี่ออกมาโวยว่า Uber X แย่งงาน แย่งผู้โดยสารไปซะหมดเลย Tongue

ข้อควรรู้ :

ระบบการคิดเงินค่าเดินทางของ Uber และ EasyTaxi+GrabTaxi ต่างกัน

EasyGrab จะเป็นการวางระบบครอบปกติเท่านั้น การคิดเงินค่าเดินทางยังใช้มิเตอร์ปกติ รถวิ่งคิดเงินกม.ละ 5 บาท รถจอดหรือติดคิด 1.5 บาทต่อนาที

Uber จะทำระบบขึ้นมาใหม่เลย และจะรถวิ่งหรือรถจอดก็เสียเงินคิด ไม่มีหยุดอันใดอันหนึ่ง แต่โดยรวมก็ยังถูกกว่าแท็กซี่อยู่ราว 10-15%

Uber ไม่ต้องควักเงินเสียค่าทางด่วนให้คนขับ เพราะมันจะหักในยอดรวมอยู่แล้ว

Uber จะไม่มีมิเตอร์บอกค่าใช้จ่ายปัจจุบันเป็นเท่าไหร่อย่างไร ไปรอลุ้นอีกทีตอนบิลแจ้งค่าบริการเข้ามาในอีเมล์เท่านั้น

ทั้ง Uber และ EasyGrab จะคิดค่าบริการเมื่อเราขึ้นรถแล้วเท่านั้น ใครโดนกดก่อนโปรดโวยหรือร้องเรียนไปที่ Call Center ของแอพนั้นๆ

สาเหตุที่หลายๆคนยังไม่ใช้งาน

มีค่าเรียกรถ 20-25 บาท

จำนวนรถที่ใช้แอพยังมีไม่มาก ต้องรอแท็กซี่วิ่งมาหา ซึ่งบางคนโดนไปเกินครึ่งชม.ก็มี

ต้องกดเรียกผ่านสมาร์ทโฟนวุ่นวาย ยืนริมถนนเรียกเลยง่ายกว่า

แต่ในทางกลับกันก็อยากให้ช่วยๆกันใช้แอพเหล่านี้กันเยอะๆนะครับ เพราะลึกๆแล้วเชื่อว่ามันน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างต่อคุณภาพชีวิตคนไทยได้ไม่มากก็น้อย

GrabTaxi แอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการรถแท็กซี่

GrabTaxi แอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ตอนนี้ได้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้ Smart Phone ได้ทดลองใช้แล้วเป็นแห่งแรก ที่กรุงเทพฯ เพื่ออานวยความสะดวกสบาย และแก้ปัญหาการใช้บริการรถแท็กซี่ในสังคมอย่างง่ายๆ เพียงปลายนิ้วก็สามารถจับคู่คนขับรถแลผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว

เพียงแค่เข้าสู่ GrabTaxi ระบบ GPS จะทาการค้นหาตาแหน่งของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ แค่กาหนดปลายทาง แอพพลิเคชั่นจะค้นหารถแท็กซี่ที่อยู่ใกล้ที่สุด และแสดงค่าโดยสารโดยประมาณ เมื่อทาการกดเรียกรถ ผู้โดยสารจะได้รับการยืนยันภายใน 1 นาที พร้อมข้อความที่ระบุใบหน้า และเบอร์โทรศัพท์ของคนขับรถ รวมถึงทะเบียนรถและเวลาถึงที่หมายโดยประมาณ อีกทั้งยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของรถได้ตลอดเวลาขณะมารับผู้โดยสาร นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถส่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการติดตามการเดินทางให้กับครอบครัว หรือเพื่อนๆ เพื่อให้ทราบการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ขณะโดยสารรถจนถึงที่หมายได้อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของ GrabTaxi ในมาเลเซีย คือ การต้องการแก้ไขปัญหาการให้บริการแท็กซี่ Grab Taxi มีเป้าหมายการให้บริการอยู่ 3 สิ่ง เพื่อเปลี่ยนวิถีการโดยสาร คือ ความปลอดภัย ความรวดเร็ว และความมั่นใจ เรามีความยินดีมากที่จะเปิดช่องทางความสะดวกนี้ให้กับคนกรุงเทพฯ ที่ต้องสัญจรไปมา” Anthony Tan กรรมการผู้จัดการ GrabTaxi Group กล่าว

การบริการรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯนั้นมีปัญหามากมาย เป็นเรื่องธรรมดาที่คนขับรถจะปฏิเสธผู้โดยสาร โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งรีบที่รถติด ฝนตก แท็กซี่เปลี่ยนกะรถ และมีการจัดงานต่างๆ บางครั้งคนขับแท็กซี่ไม่ยอมเปิดมิเตอร์ ทาให้ผู้โดยสารต้องยอมจ่ายค่าโดยสารที่แพงเกินความเป็นจริง สาหรับผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซีในกรุงเทพฯ เอง ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่างเช่นกัน ทั้งการที่ต้องสูญเสียทั้งเวลา และเชื้อเพลิงเพื่อจะขับตระเวนหาผู้โดยสาร รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิต จาก

กรณีอันตรายแฝง ทั้งการจี้ชิงทรัพย์ หรือการทาร้ายร่างกายต่างๆ ที่ทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งคนขับแท็กซี่ และผู้โดยสาร

“การเปิดตัวของ GrabTaxi จะสร้างความมั่นใจ และความรู้สึกปลอดภัยในการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ให้กับผู้โดยสาร และในขณะเดียวกัน คนขับรถแท็กซี่ และศูนย์ประสานงานหรือศูนย์วิทยุยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย” จุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้อานวยการ แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จากัด กล่าว

สาหรับแอพพลิเคชั่น GrabTaxi สามารถดาวน์โหลดฟรีเพื่อทดลองใช้ได้แล้ว บนทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง iOS, Android และ Windows Mobile โดยจะมีการคิดค่าธรรมเนียม 25 บาท ซึ่งจะค่าบริการนี้จะคิดเมื่อผู้โดยสารได้ขึ้นโดยสารบนรถแท็กซี่เรียบร้อยแล้ว

วิธีจัดการแก้ปัญหาแท็กซี่ทั้งระบบซึ่งปัจจุบันสารพัดปัญหาหมักหมมมายาวนาน

12

ทีดีอาร์ไอแนะวิธีจัดการแก้ปัญหาแท็กซี่ทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันสารพัดปัญหาหมักหมมมายาวนาน จากการทำธุรกิจแท็กซี่ 3 รูปแบบ ชี้กลุ่มที่สร้างปัญหามากที่สุดมาจากพวกเถ้าแก่อู่แท็กซี่ ส่วนการให้บริการรูปแบบแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ด้วยโทรศัพท์มือถือ และใช้โมเดลใหม่แบบศูนย์สั่งการ บริษัทจ่ายเงินเดือนประจำให้คนขับ เป็นแค่ทางออกระยะสั้น แต่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนต้องผ่าตัดโครงสร้างขนส่งสาธารณะครบทั้งวงจรสารพัดปัญหาของแท็กซี่ในเมืองไทย ที่มีการร้องเรียนกันมานาน ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมคนขับ ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือปัญหาเกี่ยวกับการโกงมิเตอร์ มีการปรับแก้ให้ราคาวิ่งเร็วผิดปกติ พูดจาไม่สุภาพ ขับรถโดยประมาท และการบริการด้วยรถที่มีสภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนความปลอดภัยที่มาจากกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาขับแท็กซี่

ปัญหาซ้ำซากเดิมๆ เหล่านี้รอการแก้ไขมานานแล้ว จนกระทั่งเมื่อนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้โพสต์เฟซบุ๊ก ในข้อความที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการรถแท็กซี่ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย และเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ลุกลามขึ้นมาเป็นปัญหาระดับชาติ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ช่วยกันหาทางออกเพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการรถแท็กซี่ที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ระบบคอลเซ็นเตอร์ให้ผู้โดยสารสามารถแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นจากแท็กซี่ได้ เช่นเดียวกับมาตรการล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมานั้น กระทรวงคมนาคมไฟเขียวให้แท็กซี่ปรับราคาค่าโดยสารขึ้นมาอีกประมาณร้อยละ 8 ซึ่งคาดกันว่าเมื่อได้ปรับอัตราค่าบริการแล้วจะช่วยให้การบริการผู้โดยสารดีขึ้นตามมา

แต่นั่นอาจเป็นเพียงการคาดหวังหรือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในความเป็นจริงแล้วจะต้องแก้ที่โครงสร้างของระบบแท็กซี่ จึงจะทำให้การบริการผู้โดยสารมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางที่ ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ได้ศึกษาและเก็บข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบการเพิ่มของจำนวนรถแม้จะเป็นข้อดี แต่สิ่งที่กลับไม่เปลี่ยนของบรรดาคนขับแท็กซี่ก็คือ การปฏิเสธรับผู้โดยสาร เลือกผู้โดยสารในเส้นทางที่อยากจะไปหรือเฉพาะผู้โดยสารต่างชาติ หรือประเภทขับรถเส้นทางอ้อม หรือตัวคนขับเองที่ก่อคดีอาชญากรรมบนรถแท็กซี่”

มองกลยุทธการตลาด…“แท็กซี่ในฝัน“

อย่างนี้ต้องเรียกว่า สุดยอดกลยุทธ์ทางการตลาด ของทีม นครชัยแอร์ทีเดียว ที่ประกาศ เปิดตัว บริการรถยนต์โดยสารสาธารณะ หรือ บริการรถแท็กซี่ ภายใต้ชื่อ All Thai Taxi เมื่อวานนี้ โดย ได้วางแนวคิดของบริการรถแท็กซี่ ให้เป็น “รถแท็กซี่ในฝัน” เป็นบริการสมาร์ทแท็กซี่อย่างเต็มรูป

ด้วยบริการที่เรียกว่า พลิกบริการรถแท็กซี่กันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการเรียกรถผ่านแอพลิเคชั่น รับชำระค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิต สามารถโทรเรียกจากศูนย์ หรือจะโบกรถโดยตรงเหมือนที่คุ้นเคย รายละเอียดของบริการสามารถติดตามข่าวกันได้

แต่สิ่งที่น่าสนใจของการเปิดตัวรถแท็กซี่ของ เอกชนรายนี้ ต้องยอมรับว่าเยี่ยมยุทธ์ ตามที่จั่วหัวไว้ เพราะอะไร

ปรกติ การแถลงข่าวจะเป็นการเปิดตัวพร้อมเปิดบริการในวันนั้นเลย แต่นี้ เป็นการแถลงเปิดโครงการก่อน โดยจะเปิดบริการจริงอีกเกือบ 3 เดือน คือจะมีรถให้ใช้บริการได้ในเฟสแรกก็โน่นเลย เดือน พฤษภาคม เพราะอะไร…..?

ในช่วงที่กระแสภาพลักษณ์ของบริการแท็กซี่ในปัจจุบัน ค่อนข้างติดลบ (ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ) ไม่ว่าจะกรณีข่าวฉาวของแท็กซี่สุวรรณภูมิ หรือ ความรู้สึกเดิมๆของหลายคนที่มีประสบการณ์ไม่ดีกับบริการรถแท็กซี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างเช่น การปฏิเสธผู้โดยสาร การถูกโกงมิเตอร์ คนขับไม่สุภาพ สภาพรถบางคันที่ดูข้างนอกก็พอได้ แต่พอเข้าไปนั่งเท่านั้นแหละ….ไม่ต้องพูดถึง หรือแม้กระทั่งบางครั้ง หลายคนกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการรถแท็กซี่

ดังนั้นการเลือกแถลงเปิดตัวก่อน โดยโชว์บริการที่ลบจุดอ่อนทั้งหมดเหล่านั้นไป และ การให้บริการที่ทันสมัยล้ำกว่าบริการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จ เรียกความสนใจได้มากที่สุดของการแถลงข่าวเปิดตัวบริการครั้งหนึ่งทีเดียว

การเลือกเน้น จุดเด่นในเรื่อง รถใหม่ การคิดค่าโดยสาร สตาร์ทที่ 35 บาท คิดค่าโดยสารตามกำหนดของกระทรวงคมนาคม หรือง่ายๆคือ ราคาเท่ากันกับบริการค่าโดยสารแท็กซี่ปัจจุบัน ไม่ต้องห่วงเรื่องถูกโกงมิเตอร์เพราะคนขับเป็นพนักงานบริษัท มีเงินเดือนของตัวเองอยู่แล้ว มีระบบGPS ติดตาม ไม่ต้องกังวลถึงความปลอดภัยฯ เมื่อถึงปลายทางจะออกใบเสร็จระบุระยะทาง, เวลา, ราคาที่ใช้บริการ รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง และจะไม่มีการปฏิเสธผู้โดยสารเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้ โดยใจ ผู้บริโภคเต็มเปาเลยทีเดียว

ต้องยอมรับว่า ในเชิงการตลาด การสร้างภาพแท็กซี่ในฝันประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ที่เหลือก็คือ…บทพิสูจน์ของจริงเมื่อถึงเวลาเปิดใช้บริการจริง….เมื่อนั้น ภาพของแท็กซี่ในฝันที่ นครชัยแอร์วางไว้เป็นไปตามฝันหรือไม่…หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้วางไว้ นอกจากความสำเร็จของธุรกิจของเอกชนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ของบริการแท็กซี่ทั้งระบบ…กันเลยทีเดียว

จี้แท็กซี่ต้องปรับคุณภาพการให้บริการก่อนขึ้นค่าโดยสาร

ตามที่กระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้รถแท็กซี่ปรับค่าโดยสารและกำหนดให้แท็กซี่ต้องตรวจสอบมาตรฐานรถ นำรถเข้าจูนมิเตอร์และซีลตะกั่วที่มาตรค่าโดยสารจากกรมการขนส่งทางบกนั้น ขณะนี้มีรถแท็กซี่เข้ามาดำเนินการตรวจสภาพรถแล้วประมาณ 45,000 คัน แท็กซี่บางส่วนได้ผ่านขั้นตอนที่ 1 แล้ว แต่บางรายที่ยังไม่ผ่านต้องนำรถไปปรับปรุงแก้ไขแล้วนำกลับมาตรวจใหม่ภายใน 15 วัน คาดว่า 22 ธ.ค. จะมีแท็กซี่ที่ผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอนประมาณ 2,000-3,000 คัน ที่สามารถปรับค่าโดยสารได้ก่อนเป็นลอตแรก จากจำนวนรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนในระบบประมาณ 85,000 คัน

ปัจจุบันมีแท็กซี่เกือบแสนคันทั่วกรุงเทพฯ ออกวิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนหลายหมื่นคันในแต่ละช่วงเวลา มีประชาชนใช้บริการแท็กซี่วันละหลายแสนเที่ยว ดังนั้นการกวดขันเพื่อคุ้มครองดูแลประชาชนและยกระดับคุณภาพบริการแท็กซี่ จึงเป็นเรื่องจำเป็นและคุ้มค่าแน่นอน โดยเฉพาะถ้าภาครัฐต้องการให้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง ก็ยิ่งจะต้องเพิ่มคุณภาพของบริการขนส่งสาธารณะ อันรวมถึงแท็กซี่ด้วย จึงจะเป็นการจูงใจให้คนจอดรถส่วนตัว ลดการใช้รถส่วนตัว อยากหันมาใช้บริการแท็กซี่และระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการรถแท็กซี่ไม่ได้ปรับค่าโดยสารมานานแล้ว ช่วงแรกจะให้ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ มีกรมการขนส่งทางบกประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการเรียกรถแบบเหมาจ่ายเดิมขึ้นกับรถแท็กซี่ตกลงกันกับผู้โดยสาร แต่ต่อไปกระทรวงจะปรับให้เป็นการกดมิเตอร์ ซึ่งจะได้ค่าโดยสารเท่ากับหรือใกล้เคียงกับที่เหมาจ่าย จูงใจให้คนขับไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร ต่อไปเมื่อผู้โดยสารเรียกแท็กซี่แล้ว คนขับจะต้องไปทุกที่ ไม่มีการปฏิเสธ เพราะการดำเนินการครั้งนี้ จะวางกรอบครอบคลุมทั้งการให้บริการ การใช้บริการ ทุกอย่างจะเป็นธรรมมากขึ้น ผู้ประกอบการจะมีเงินเหลือเพียงพอกับรายจ่าย ไม่ใช่ขับแท็กซี่แล้วได้เงินไม่ถึงค่าแรงขั้นต่ำหรือ 300 บาท

ขณะนี้กรมการขนส่งมีมาตรการให้แท็กซี่นำรถไปตรวจสภาพ ก่อนที่จะนำมิเตอร์ให้เจ้าหน้าที่ขนส่งปรับตั้งค่าให้ แต่เนื่องจากมีแท็กซี่ต่อคิวขอใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้รถแท็กซี่บางคันยังไม่นำรถไปตั้งค่ามิเตอร์ จึงยังต้องให้บริการในราคาเดิมก่อน ขณะที่บางคันที่ตั้งค่าแล้วก็จะปรับขึ้นค่าบริการต่อไป ดังนั้นในช่วงนี้อาจจะเห็นว่ารถบางคันคิดค่าแท็กซี่มิเตอร์ในราคาต่างกัน อย่างไรก็ตามด้านผู้ขับรถแท็กซี่เองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นราคาในครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าราคาก๊าซในปัจจุบันก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมากนัก และราคาก็ไม่ได้เป็นภาระต่อต้นทุน รวมไปถึงมีบัตรในการช่วยลดหย่อนในการเติมก๊าซ แต่หากมีการปรับขึ้นราคาขึ้นไปอีกจะทำให้ประชาชนที่ใช้บริการน้อยลงอยู่แล้วใช้น้อยลงกว่าเดิม